ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ

[OS] ประโยคสุดท้าย #YoshiSahi | By Kanemoto Yotha


มี 2 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 Kanemoto Yotha

Kanemoto Yotha
  • นักเรียนบ้านแซฟฟาเรีย
  • 1361 โพสต์
  • เลขประจำตัว 7011

    • ไม้: ฮาเซล | ยาว: 9 3/4"
      แกนกลาง: เอ็นหัวใจมังกร
      ความยืดหยุ่น: ดีดตัว

โพสต์เมื่อ 19 August 2021 - 08:51 PM

 

ประโยคสุดท้าย
#YOSHISAHI
By Kanemoto Yotha
 
 
ณ ชายทะเลแห่งหนึ่ง
 
เสียงคลื่นทะเลค่อยๆซัดเข้าชายฝั่ง บนพื้นทรายพบร่างของเด็กหนุ่มปรคนหนึ่งกำลังนอนอยู่บนชายหาด เด็กหนุ่มในเท้าปล่าว ไร้สิ่งของทุกอย่าง ยกเว้นแต่ว่ามีสร้อยคอล็อกเก็ตวงกลมอันเล็กอยู่บนมือของเขา เด็กหนุ่มลืมตาตื่นทันทีเมื่อรู้สึกตัว ก่อนจะพยายามรวบรวมสติตัวเอง และพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ
 
“ที่นี้ที่ไหน..”
 
เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้น พร้อมกับกวาดสายตามองบรรยากาศรอบๆตัวของเขา แต่ทว่าระหว่างนั้นเด็กหนุ่มก็ได้สังเกตเห็นสร้อยคอล็อกเก็ตอยู่บนมือของเขาเอง เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นจึงหยิบขึ้นมาดู ก่อนจะพบว่าสร้อยคอล็อกเก็ตนั่นสามารถเปิดออกได้ ทันทีเมื่อรู้แบบนั้นเด็กหนุ่มก็ค่อยๆเอื้อมมืออีกข้างไปเปิดล็อกเก็ตที่ปิดอยู่อย่างช้าๆ
 
“ใครกัน..”
 
เด็กหนุ่มเอ่ยทันที เมื่อพบเห็นว่าในล็อกเก็ตนั้นมีรูปของชายปริศนาคนหนึ่งติดเอาไว้ ภายในหัวได้แต่ครุ่นคิดว่าตัวเองเป็นใคร ที่นี้ที่ไหน แล้วทำไมเด็กหนุ่มต้องมาทำอะไรที่นี้ แล้วผู้ชายปริศนาในรูปนั้นคือใครกัน สมองอันขาวโพลนเต็มไปด้วยคำถามที่มากมาย..
 
!
 
แต่แล้วจู่ๆ เด็กหนุ่มก็เกิดอาการปวดหัวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ และในจังหวะนั้นเองก็มีภาพความทรงจำของใครสักคน และคำพูดของชายปริศนาที่หน้าตาเหมือนกับคนในรูปผุดขึ้นมาในหัวของเด็กหนุ่มลางๆ เด็กหนุ่มจับใจความคำพูดไม่ค่อยจะได้นัก และในต่อมาภาพที่ผุดขึ้นมาก็หายไปพร้อมกับอาการปวดหัว ปล่อยทิ้งให้เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่คนเดียวกลางชายหาดงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงแม้อาการปวดหัวจะหายไปแล้ว แต่เด็กหนุ่มก็ยังคงนั่งก้มหน้าพร้อมกับจับที่หัวของตัวเองเอาไว้อยู่อย่างนั้นสักพักใหญ่
 
“ผู้ชายคนนั้น..ฉันต้องตามหาเขา..เขาจะต้องรู้อะไรแน่ๆ”
 
เด็กหนุ่มเอ่ย เมื่อคิดอะไรบางอย่างออก ก่อนที่ต่อมานั้นเด็กหนุ่มจะค่อยๆพยุงตัวเองขึ้นเล็กน้อย และปัดเศษทรายที่ติดอยู่บนตัวของเขาออก ไม่นานนักหลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็ค่อยๆเดินออกมาจากชายฝั่ง เพื่อที่จะหาใครสักคนที่พอจะช่วยเขาได้ในตอนนี้ ร่างกายของเด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยคราบเศษทรายมากมาย ร่างกายที่ดูมอบแมม รองเท้าก็ไม่มีใส่ เศษเงินสักบาทก็ยังไม่มี ถ้าเด็กหนุ่มได้ใครสักคนช่วยสักนิดก็ยังคงดีกว่าที่เขาจะไปไหนมาไหนในสภาพแบบนี้
 
“พ่อหนุ่ม มาทำอะไรที่นี้คนเดียวล่ะ”
 
แต่ไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะเดินออกจากชายฝั่งทะเลได้ไม่ไกลนัก น้ำเสียงแก่ๆของลุงที่กำลังจะใกล้เข้าวัยชราคนหนึ่งก็ได้เอ่ยดังขึ้นมาจากชายฝั่งทะเลอีกด้านที่อยู่ไม่ไกลนักทางซ้ายมือของเด็กหนุ่มเมื่อหันหลังให้น้ำทะเล เด็กหนุ่มที่ได้ยินแบบนั้นก็ค่อยๆหันไปมองยังต้นเสียงที่เอ่ยขึ้นมา ก่อนจะพบเห็นลุงที่โบกมือส่งสัญญาณให้ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก และเมื่อเด็กหนุ่มเห็นดังนั้น จึงค่อยๆเดินไปหาลุงที่เอ่ยทักเขาทันที
 
“ที่นี้ที่ไหนหรอครับ”
 
เด็กหนุ่มเอ่ยถามเมื่อเดินมาถึงยังจุดที่คุณลุงยืนอยู่
 
“ที่นี้หรอ..ก็ปูซานยังไงล่ะ ทะเลสวยๆแบบนี้มีแต่ปูซานเท่าไหร่แหละหลานเอ่ย”
 
คุณลุงที่กำลังยุ่งอยู่กับการเก็บปลาบนเรือของเขาก็ได้เอ่ยตอบเด็กหนุ่ม
 
“แล้วสรุปมาทำอะไรที่นี้คนเดียวล่ะ”
 
ในขณะที่เด็กหนุ่มนิ่งเงียบไปสักพักใหญ่กับคำตอบของคุณลุงที่อยู่ตรงหน้า คุณลุงก็เอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง และก็เป็นคำถามที่แม้กระทั่งตัวเด็กหนุ่มนั้นก็ยังหาคำตอบกับมันไม่ได้
 
“เออ..คือผมไม่รู้อ่ะครับ คือผมจำอะไรไม่ได้เลย..แม้กระทั่งชื่อของตัวเอง”
 
“งั้นเอางี้มั้ยพ่อหนุ่ม เดี๋ยวมาพักอยู่กับลุงสักคืนมั้ยล่ะ เผื่อตื่นเช้ามาวันพรุ่งนี้จะจำอะไรได้ อีกอย่างนี้ก็จะตกเย็นแล้ว กินข้าวกินปลาสักหน่อยจะได้มีแรง ดู ซิร่างกายผอมเพียวอย่างกับผู้หญิงอยู่แล้ว ส่วนเรื่องเสื้อผ้าไม่ต้องห่วงไปหรอกนะ ลุงพอจะมีเสื้อของหลานลุงอยู่ในตู้ คิดว่าน่าจะใส่ได้นะ แต่อาจจะตัวใหญ่ไปนิด”
 
“เอ่อ..ขอบคุณมากๆนะครับ”
 
เด็กหนุ่มเอ่ยตอบคุณลุงที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะรีบโค้งตัวขอบคุณเป็นการใหญ่ สำหรับการช่วยเหลือของเด็กหนุ่มในครั้งนี้
 
 
ตกดึกในคืนเดียวกันนั้น
 
บรรยากาศอันเงียบสงบ ประกบไปด้วยเสียงคลื่นทะเลที่ซัดเข้าชายฝั่งเบาๆ ณ บ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งทะเลนัก เด็กหนุ่มที่ยังไม่ทราบว่าตอนนี้ตัวเองคือใครก็กำลังหลับไหลในภวังของตนเอง..
 
 
 
"อาซาฮิกลับบ้านกัน”
 
เสียงที่เอ่ยออกมาจากชายหนุ่มปริศนา
ภายในบรรยากาศในห้องเรียนอันเงียบสงบไร้ซึ่งนักเรียน และบุคคลอื่น
มีเพียงแค่ตัวของเด็กหนุ่ม และชายปริศนาที่อยู่ในสร้อยล็อกเก็ตเท่านั้น
ก่อนที่ต่อมาภาพจะตัดไป
 
“อาซาฮิเป็นไงบ้าง โอเคมั้ย”
 
บรรยากาศรอบๆเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เด็กหนุ่มกำลังนั่งอยู่กลางนามบอล
ผู้คนมากมายที่หลายล้อมเข้ามาดูเด็กหนุ่ม
บาดแผลที่เกิดขึ้นบนหัวเข่าของเขา
และแน่นอนผู้ชายปริศนาคนนั้นยังคงเอ่ยพูดขึ้น
และภาพก็ตัดไปอีกครั้ง
 
'มันคือบ้าอะไรกันเนี่ย..'
 
“อาซาฮิเรียนม.ปลายจบแล้ว จะไปต่อมหาลัยไหนงั้นหรอ”
 
ภาพวาร์ปมายังสถานทีใหม่อีกครั้ง ตอนนี้ตัวของเด็กหนุ่มนั้นกำลังเดินอยู่บนถนนข้างทางเดิน
และคนที่เดินข้างๆของตัวเด็กหนุ่มนั้น ก็ยังคงเป็นชายปริศนาคนเดิม
เด็กหนุ่มพยายามที่จะเอ่ยปากถามชื่อของเขา
แต่ทว่าภาพก็ได้ตัดไปโดยทันที
 
“อาซาฮิไปงานเลี้ยงจบการศึกษากัน”
 
ภายในห้องนอนเล็กๆ ก่อนจะมีแสงสว่างโผล่ขึ้นมาจากหน้าจอโทรศัพท์
ชายหนุ่มปริศนาได้ส่งข้อความมาหาเด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มที่เห็นแบบนั้นก็รีบหยิบโทรศัพท์ทันที เพื่อที่จะส่งข้อความไปถามชื่อของเขา
 
“วันนี้จะต้องบอกความรู้สึกที่มีให้กับ . . . รับรู้ให้ได้”
 
แต่ภาพก็ตัดฉากไปโดยทันที พร้อมๆกันกับที่ตัวของเด็กหนุ่มกำลังรีบร้อนออกจากบ้าน
พร้อมกับเอ่ยประโยคหนึ่งออกมา และดูเหมือนว่าจะมีคำนึงที่เด็กหนุ่มเอ่ยออกมา
แต่เด็กหนุ่มกับไม่ได้ยินมันซะอย่างงั้น...
 
'เรากำลังจะไปหาชายปริศนาคนนั้นหรอ...'
 
เด็กหนุ่มได้แต่รอลุ้นที่จะได้เจอชายปริศนาคนนั้นอีกครั้ง ในครั้งนี้เด็กหนุ่มขยับร่างกายตัวเองไม่ได้
ทำได้แต่จำใจยอมให้ร่างกายขยับไปเอง ระหว่างนั้นภาพก็ค่อยๆแสดงสถานที่ต่างๆ
ที่เด็กหนุ่มกำลังเดินทางไปยังสถานที่ไหนสักแห่ง
ป้ายที่เขียนว่า 'โซล' มันแสดงถึงอะไรกัน
เด็กหนุ่มที่ทำไรไม่ได้ ได้แต่ครุ่นคิดปล่อยให้ร่างกายตัวเองได้ขยับไปเรื่อยๆ
แต่แล้วเรื่องที่ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น
 
!
 
 
 
เด็กหนุ่มสดุ้งตื่นด้วยความตกใจแทบจะสุดขีด กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อจู่ๆก็มีรถบรรทุคันใหญ่พุ่งเข้ามาหา ก่อนเขาจะพบว่าเหตุการณ์ต่างๆที่เขาได้พบเจอนั้นเป็นเพียงแค่ฝันและเมื่อเด็กหนุ่มมองออกไปยังนอกหน้าต่างก็พบว่านี้เป็นเวลาช่วงเช้าของวันถัดมาพอดี เด็กหนุ่มหายใจรัวเรียด้วยความเพลียจากการนอน ก่อนที่ต่อมาเขาจะค่อยๆขยับตัวมานั่งข้างเตียง และพยายามตั้งสติและรวบรวมสมาธิให้ตัวเอง
 
“อาซาฮิ..”
 
เด็กหนุ่มเอ่ย เมื่อรวบรวมสติของตัวเองได้แล้ว
 
“ฉันชื่อ..อาซาฮิ”
 
เด็กหนุ่มยังคงเอ่ยขึ้น พร้อมกับพูดถึงชื่อของตัวเอง เมื่อรู้จักชื่อของตัวเองจากฝันที่เด็กหนุ่มได้ฝันถึงเมื่อคืนนั้น
 
“ชายคนนั้น..ฉันต้องตามหา..โซล..”
 
เด็กหนุ่มเริ่มมีเป้าหมายกับตัวเอง เมื่อตัวของเด็กหนุ่มนั้นอยากจะรู้เต็มทีว่าตัวเองคือใครกัน แล้วชายปริศนาที่เรียกเขาในฝันคือใครกันแน่ และเมื่อในฝันของเด็กหนุ่มมีการบอกใบ้อะไรบางอย่าง มันก็ทำให้เด็กหนุ่มยิ่งจะต้องตามหาความจริงในหลายๆอย่างให้ได้
 
“ลุงครับ ผมขอถามหน่อยได้มั้ยครับ ว่าโซลคืออะไรงั้นหรอ”
 
เด็กหนุ่มไม่รีรอ รีบลุกขึ้นยืนจากเตียง และเดินตรงดิ่งมาหาคุณลุงที่กำลังเตรียมอาหารเช้าอยู่ก่อนจะเอ่ยถามออกไป
 
“โซลงั้นหรอ โซลก็คือเมืองหลวงของประเทศนี้ยังไงล่ะ”
 
คุณลุงเมื่อวางจานลงบนโต๊ะอาหารเสร็จก็เอ่ยตอบ ก่อนจะชี้ไปยังแผนที่ของประเทศที่แปะอยู่บนพนังของบ้าน เด็กหนุ่มที่เห็นแบบนั้นก็ค่อยๆเดินไปยังแผ่นที่ที่แปะเอาไว้ ก่อนจะมองไปยังเมืองโซลที่อยู่ห่างไกลจากปูซานที่เขาอยู่ตอนนี้ เด็กหนุ่มเห็นแบบนั้นก็รู้ตัวแล้วว่าไม่มีทางที่จะไปยังที่นั้นได้ จึงชักสีหน้าเศร้า ก่อนจะค่อยๆเดินไปนั่งที่เก้าอี้เพื่อเตรียมทานอาหารในเช้าวันนี้ที่ลุงวัยชราทำเตรียมไว้ให้
 
“มีอะไรที่จะต้องไปที่นั้นงั้นเหรอ”
 
คุณลุงเอ่ยขึ้น พร้อมกับค่อยๆนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามเด็กหนุ่ม
 
“ไม่รู้สิครับ แต่ผมรู้สึกว่าจะต้องไปที่นั้น ตามหาคนในรูปที่อยู่ในสร้อยล็อกเก็ตนี้”
 
เดินหนุ่มเอ่ยตอบ พรางก้มลงมองสร้อยล็อกเก็ตที่ตัวเองใส่เอาไว้ ก่อนจะจับที่สร้อยและลูบไปมาเล็กน้อยเบาๆ
 
“เอานี้ไปสิ”
 
และไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะสังเกตลุงที่นั่งอยู่ จู่ๆคุณลุงตรงหน้าก็ค่อยๆยื่นบางอย่างให้บนโต๊ะทานอาหารพร้อมกับเอ่ยออกมา
 
“จะดีหรอครับ ผม..รู้สึกเกรงใจจังเลย”
 
เด็กหนุ่มเอ่ยเมื่อพบเห็นว่าบางสิ่งที่คุณลุงมอบให้นั่นคือเงินจำนวนหนึ่งที่สามารถใช้ชีวิตและใช้ในการเดินทางได้ 2 – 3 วันโดยประมาณ
 
“ต้องใช้มันไม่ใช่หรอ ไม่เป็นไรหรอก กินข้าวไปซะ จะได้ออกไปตามหาคนที่พูดถึงไง”
 
ลุงวัยชราเอ่ยพร้อมกับปัดมือเป็นการส่งซิกว่าอย่าไปคิดมาก ก่อนที่คุณลุงจะลงเมื่อทานอาหารเช้าที่อยู่บนโต๊ะ
 
“ขอบคุณครับ..”
 
เด็กหนุ่มเอ่ยขอบคุณ พร้อมกับทำสีหน้าที่ไม่รู้จะตอบแทนลุงวัยชราที่อยู่ตรงหน้ายังไงดี ก่อนจะค่อยๆลงมือทานมื้อข้าวที่คุณลุงวัยชราได้เตรียมเอาไว้ให้
 
 
หลายนาทีต่อมา
 
“ผมไปแล้วนะครับ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ ถ้าผมจำอะไรได้แล้ว ผมสัญญาว่าจะกลับมาหาคุณลุงอีกครั้ง”
 
เด็กหนุ่มเอ่ยลาพร้อมกับโอบกอดคุณลุงที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเขา ก่อนที่เด็กหนุ่มจะค่อยๆเดินออกมาจากตรงนั้น สายตาก็พรางหันมองคุณลุงที่ยืนอยู่ตรงเดิม
 
“โชคดีนะพ่อหนุ่ม ขอให้เจอคนที่ตามหาล่ะ”
 
คุณตระโกนบอกเด็กหนุ่มเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เด็กหนุ่มนั้นจะค่อยๆเดินออกไปห่างจากตัวบ้านเรื่อย ๆ
 
“ผมจะตามหาให้เจอครับ แล้วก็ผมเอง..จำชื่อตัวเองได้แล้ว ผมชื่ออาซาฮิ นะครับ จำชื่อผมไว้ด้วยนะครับ”
 
เด็กหนุ่มที่ได้ยินลุงวัยชราตระโกนมาแต่ไกล เด็กหนุ่มก็ตระโกนเอ่ยตอบกลับออกไปพร้อมกับโบกมือลา และเดินหายไปจนลับตาของลุงวัยชราที่ยืนมองอยู่หน้าบ้านของเขา
 
เด็กหนุ่มเริ่มต้นเดินทางตามที่คุณลุงได้บอกเอาไว้ก่อนหน้า ว่าจะต้องไปที่ไหนถึงจะไปถึงยังกรุงโซล ในระหว่างเดินทางเด็กหนุ่มก็ต้องประสบปัญหากับตัวเองเมื่ออาการปวดหัวมันผุดขึ้นมาเป็นช่วงๆแต่ไม่ได้มาแค่อาการปวดหัวเท่านั้น ภาพความทรงจำของเด็กหนุ่มก็ได้โผล่ขึ้นมาด้วยเป็นช่วงๆด้วยเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นเด็กหนุ่มก็ยังไม่ทราบชื่อผู้ชายที่เด็กหนุ่มกำลังตามหาอยู่ เมื่อเด็กหนุ่มเดินทางมาถึงยังกรุงโซล เด็กหนุ่มก็เริ่มต้นเดินไปทั่วเมืองเพื่อเดินตามหาสถานที่ต่างๆที่ผุดขึ้นมาในหัว แต่ไม่ว่าจะไปยังสถานที่ไหน เด็กหนุ่มก็ไม่เจอชายที่เด็กหนุ่มตามหาสักที ตกบ่ายที่เด็กหนุ่มกำลังเดินตามทางเดินบนถนนพร้อมกับดื่มน้ำไปด้วยจนเกือบจะหมดขวดอยู่นั้น จู่ๆขวดที่เด็กหนุ่มถือเอาไว้ ก็ได้หล่นลงกระทบกับพื้นถนนทั้งๆที่เด็กหนุ่มยังคงจับขวดน้ำนั้นอยู่แท้ๆ เด็กหนุ่มไม่ได้เอ๊ะใจอะไร คิดว่ามันน่าจะหลุดมือก่อนจะค่อยๆก้มตัวลงไปเก็บขวด แต่ทว่าเมื่อเด็กหนุ่มสัมผัสที่ขวดน้ำที่วางอยู่บนพื้นนั้น ขวดน้ำนั้นก็ทะลุผ่านร่างของเด็กหนุ่มไป และนั้นก็ทำให้เด็กหนุ่มถึงกับตกใจ ก่อนจะมองมือทั้งสองของตัวเองอย่างงงๆ เด็กหนุ่มพยายามหยิบขวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ขวดนั้นก็ยังทะลุผ่านร่างเด็กหนุ่มอยู่เหมือนเดิม
 
“ทำไมกัน..”
 
เด็กหนุ่มเอ่ยเบาๆ ก่อนจะพยายามตั้งสมาธิและตั้งใจหยิบขวดน้ำนั้นอีกรอบ และครั้งนี้เด็กหนุ่มก็สามารถสัมผัสขวดน้ำได้ปกติ และเมื่อเด็กหนุ่มเห็นท่าไม่ดีแบบนี้ เด็กหนุ่มจึงรีบตามหาผู้ชายที่อยู่ในหัวของเขา ก่อนที่จะสายไปมากกว่านี้ ต่อให้จะมีคนมากมายแค่ไหน เด็กหนุ่มก็หวังว่าเขาจะได้เจอเข้ากับผู้ชายที่เขาตามหา
 
 
ณ สนามเด็กเล่นแห่งหนึ่ง
 
พระอาทิตย์ลาลับจนตกดึก มีเพียงแต่แสงไฟนีออนบนถนน ตามตึกอาคาร บ้านเรือน และร้านค้าเท่านั้นในค่ำคืนนี้ เด็กหนุ่มเหนื่อยล้าจากการตามหาผู้ชายปริศนาที่อยู่ในหัวของเขา ตอนนี้เด็กหนุ่มรู้สึกไม่มีแรง และอ่อนเพลียลงอย่างผิดปกติเห็นได้ชัด เขาเริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบนร่างกายของตัวเองที่ดูเหมือนกับร่างกายของตัวเองกำลังจะหายไปเต็มที เด็กหนุ่มที่ไม่มีแรงจะตามหาต่อแล้วก็มานั่งพักอยู่สนามเด็กเล่นแห่งหนึ่ง แถวนี้แทบจะไม่มีผู้คนเดินผ่านไปมามากนัก แต่นั้นไม่สำคัญเท่ากับชายที่เด็กหนุ่มกำลังตามหา เด็กหนุ่มค่อยๆถอดสร้อยล็อกเก็ตที่ใส่อยู่ออกมา ก่อนจะเปิดดูรูปของชายปริศนาที่อยู่ในสร้อยล็อตเก็ต เด็กหนุ่มยังคงถามกับตัวเองว่าชายคนนี้คือใครกัน แล้วทำไมเด็กหนุ่มถึงได้รู้สึกผูกพันกับชายหนุ่มปริศนาคนนี้มากนัก
 
“พี่ฮะๆ ช่วยผมด้วย ผมหลงทางกับพ่อแม่ของผม”
 
แต่ในระหว่างนั้นเองก็มีเสียงของเด็กชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นต่อหน้าของเขา เด็กหนุ่มที่ก้มหน้าอยู่จึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองต้นเสียงที่อยู่ตรงหน้า เด็กชายอายุราวๆ 6 – 7 ปี ได้มาขอความช่วยเหลือจากเขา ทั้งๆที่ตัวของเด็กหนุ่มในตอนนี้ก็แทบจะยังช่วยตัวเองไม่ได้เลย
 
“งั้นเรานั่งรอพ่อของเราตรงนี้กับพี่มั้ย เผื่อว่าคุณพ่อจะมาตามหาแถวๆนี้”
 
เด็กหนุ่มเอ่ยตอบเด็กชายที่อยู่ตรงหน้าออกไป เมื่อเด็กชายได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้เอ่ยตอบอะไร ก่อนที่จะค่อยๆเดินไปนั่งอยู่ชิงช้าอีกอันที่อยู่ข้างๆกันกับของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่
 
“ว่าแต่พี่ชายมาทำอะไรแถวนี้ล่ะฮ่ะ”
 
เมื่อเด็กชายได้นั่งลงบนชิงช้าก็เอ่ยถามเด็กหนุ่มขึ้นมาอีกครั้ง
 
“อ่อ พี่มาตามหาใครสักคนน่ะ”
 
เด็กหนุ่มเอ่ย พรางมองรูปที่อยู่ในสร้อยล็อกเก็ต
 
“แล้วพี่เจอคนที่ตามหายังฮ่ะ”
 
เด็กหนุ่มไม่ได้เอ่ยตอบ นอกจากส่ายหัวไปมา เป็นอันบ่งบอกว่าเด็กหนุ่มนั้นยังคงตามหาผู้ชายปริศนาไม่เจอเลย อีกอย่างเด็กหนุ่มก็ไม่อยากที่จะเอ่ยพูดมากเท่าไหร่ เพราะว่าตัวของเด็กหนุ่มในตอนนี้นั้นแทบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่แล้ว
 
“แย่จังเลยนะฮ่ะ...พ่อของผมเองก็..”
 
“อาซา ลูกอยู่ที่ไหน อาซา”
 
“เอ๊ะ..นั้นเสียงพ่อของผมนี่น่า”
 
ในขณะที่เด็กชายกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา เสียงของชายวัยกลางคนก็ได้เอ่ยเรียกชื่อลูกของตัวเองขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลนักจากจุดที่พวกเขานั่งพูดคุยกันอยู่ เมื่อเด็กชายรู้ว่านั้นคือเสียงพ่อของตัวเองก็เปลี่ยนประโยคที่ตัวเองกำลังจะพูดทันที ก่อนที่เด็กชายนั้นจะรีบมองไปยังต้นเสียง
 
“พ่อฮ่ะผมอยู่นี้”
 
เด็กชายเอ่ยตระโกนเรียกพ่อของตัวเอง ก่อนจะรีบวิ่งไปหาคนเป็นพ่อที่อยู่ไม่ไกลนัก เด็กหนุ่มที่เห็นแบบนั้นก็มีอาการปวดหัวขึ้นมาเล็กน้อย พร้อมกับมีภาพผุดขึ้นมาในหัว และเสียงของชายปริศนาที่ยังคงวนเวียนไปมา เด็กหนุ่มค่อยๆลุกขึ้นยืนจากชิงช้าที่นั่งอยู่ ถึงแม้ว่าจะยังมีอาการปวดหัวอยู่ก็ถาม เด็กหนุ่มมองสองพ่อลูกที่ยืนคุยกันอยู่อย่างนั้นสักพัก ก่อนที่ไม่นานนักคนเป็นลูกที่คุยกับพ่ออยู่จะเดินไปหาคนเป็นแม่ที่ดูเหมือนว่าจะพึงเดินมาหา เมื่อคนเป็นลูกเดินไปแล้วคนเป็นพ่อที่นั่งอยู่ในระดับส่วนสูงเดียวกันกับลูกของตนก็ค่อยๆลุกขึ้นยืน ก่อนจะหันมามองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าชิงช้า เด็กหนุ่มเห็นแบบนั้นก็ค่อยๆเดินไปหาคนเป็นพ่อวัยกลางคน และคนเป็นพ่อของเด็กชายก็ค่อยๆเดินไปมาหาเด็กหนุ่มเช่นกัน และในระหว่างนั้นอาการปวดหัวของเด็กหนุ่มก็เริ่มอาการหนักขึ้น ภาพต่างๆในหัวเริ่มประกอบเป็นเรื่องเป็นราวด้วยความรวดเร็ว เรื่องราวต่างๆในอดีตของเด็กหนุ่มและผู้ชายปริศนาคนนั้นที่มีทั้งความสุข ความทุกข์ ความโศกเศร้าและความรัก เด็กหนุ่มที่เริ่มมีอาการปวดหัวรุนแรงเพิ่มมากขึ้นก็หยุดเดิน ก่อนจะค่อยๆนั่งลงกับพื้นด้วยร่างกายที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก
 
“เอ่อ...เป็นอะไรมากมั้ยครับ”
 
คนเป็นพ่อของเด็กชายได้เอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทีที่เป็นห่วงคนตรงหน้าเมื่อเดินมาถึงตัวของเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งอยู่
 
“โย..ชิ..”
 
ชายวัยกลางคนถึงกับเงียบ ไม่เอ่ยอะไรออกมาเมื่อได้ยินแบบนั้นออกจากปากเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขา
 
“โยชิ..”
 
เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่อาการปวดหัวจะหายไปในที่สุด เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า ก่อนจะพบว่าคนที่เขาตามหานั้นอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
 
“ในที่สุด..”
 
เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้น พร้อมกับค่อยๆลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ ชายวัยกลางคนเห็นแบบนั้นก็ค่อยๆลุกขึ้นตามด้วย ถึงแม้ว่าชายวัยกลางคนจะไม่ได้พูดอะไร แต่ดวงตาของเขากับเปิดโพรงโต เหมือนได้เห็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่ตรงหน้า
 
“อาซาฮิ..”
 
และชายวัยกลางคนนั้นก็ได้เอ่ยชื่อของเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าออกมา เด็กหนุ่มที่อายุราวๆแค่ 18 ปี กับคุณพ่อวัยกลางคนที่อายุน่าจะราวๆ 30 ปีขึ้นไปได้ ได้มาพบหน้ากัน หลังจากที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เจอกันนานหลายสิบปี ทั้งๆที่ดูเหมือนจะสนิทกันมาก แต่ทำไมทั้งสองคนถึงอายุได้ห่างกันขนาดนี้ล่ะ
 
“ในที่สุดก็เจอจนได้...เรื่องสำคัญที่เราจะบอกโยชิในคืนนั้น..คืนที่เราจะจากไปนั้นก็คือ เรารักโยชินะ..ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่มีให้กับเรา คอยอยู่ข้างเรา คอยดูแล เป็นเพื่อนที่ดีสำหรับเรา เราไม่รู้หรอกนะว่าโยชิจะคิดยังไงกับเรา แต่เราจะบอกว่าเราคิดเกินเพื่อนมาตลอด ขอโทษจริงๆนะที่คิดแบบนั้น แต่นี้เป็นสิ่งที่เราอยากบอกให้กับโยชิให้ได้รับรู้ ขอโทษที่อยู่ได้ไม่นาน ขอโทษที่มีชีวิตอยู่ได้แค่นั้น..”
 
เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาทั้งน้ำตาที่กำลังเอ่อล้นอาบท่วมแก้มของเด็กหนุ่ม เด็กหนุ่มรีบบอกความในใจทั้งหมด ที่ในอดีตเขาไม่ได้บอกเอาไว้ ก่อนที่จะสายเกินไปอีกครั้ง ชายวัยกลางคนที่ยืนฟังอยู่ก็กลั้นน้ำตาเอาไว้แทบไม่ไหว ก่อนที่อีกฝ่ายจะระเบิดน้ำใสๆนั้นออกมาจากเบ้าตาของตัวเองและจะไหลอาบแก้มของชายวัยกลางคนนั้น ดูเหมือนว่าภารกิจของเด็กหนุ่มจะสำเร็จลุลวงแล้วเมื่อจบประโยคที่เด็กหนุ่มเอ่ยออกไป ร่างกายของเด็กหนุ่มก็เหมือนจะค่อยๆจางหายไปอย่างช้าๆ เมื่อเด็กหนุ่มและชายวัยกลางคนสังเกตเห็นแบบนั้นก็รีบสวมกอดกันโดยทันที ทุกอย่างเงียบสงบมีเพียงแค่ความรู้สึกที่เอ่อล้นของทั้งสองเท่านั้นที่กำลังสื่อสารกันออกมาในตอนนี้
 
“เราก็รักอาซาฮิเหมือนกันนะ..ไม่อยาก..ให้จากไปไหนเลย..คิดถึง..ที่สุด”
 
ประโยคสุดท้ายที่ชายวัยกลางคนได้เอ่ยบอกเด็กหนุ่มออกไป ร่างกายของเด็กหนุ่มที่ชายวัยกลางคนได้กอดเอาไว้นั้นก็ค่อยๆจางหายไปเหลือไว้เพียงแค่อากาศที่เขาโอบกอดมันเอาไว้ ชายวัยกลางคนร้องไห้และเสียใจเป็นอย่างมาก หลังจากที่ไม่ได้เสียใจแบบนี้มาเป็นเวลา 10 กว่าปีได้แล้ว เสียงสะอึดสะอื้นดังขึ้นเบาๆในความเงียบ คนเป็นแม่และลูกชายยืนดูอยู่ห่างๆ ก็ได้เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนกับว่าพวกเขาเองก็พอจะรู้เรื่องของสามีตัวเองและชายหนุ่มคนนั้นมาบ้าง ก่อนที่คนเป็นแม่จะพาลูกชายออกไปจากตรงนี้ก่อน แล้วปล่อยให้คนเป็นพ่ออยู่กับตัวเองสักพัก โยชิชายวัยกลางคนยังคงนั่งเศร้าเสียใจและร้องไห้อยู่อย่างงั้น ก่อนจะสังเกตเห็นสร้อยล็อกเก็ตที่วางอยู่บนพื้นตรงจุดที่เด็กหนุ่มจะหายไป เมื่อชายวัยกลางคนเห็นแบบนั้นก็ค่อยๆหยิบขึ้นมาก่อนจะเปิดดู และพบว่าเป็นรูปของเขาที่ติดเอาไว้..
 
 
ในอดีตเมื่อ 17 ปีที่ผ่านมา
 
ณ ห้องเรียน
 
“นั้นสร้อยใครซื้อให้อ่ะ”
 
“ซื้อเอง”
 
“เป็นแบบล็อกเก็ตด้วย โคตรเท่ แล้วแปะรูปใครไว้อ่ะ อยากรู้ๆ”
 
“ก็รูปคนที่รักอ่ะ”
 
“เห้ย! เดี๋ยวนี้มีความรักไม่บอกใครเลยอ่อ ใครอ่า เพื่อนกัน บอกหน่อยได้มั้ยล่ะ”
 
“ก็ครอบครัวไง คิดอะไรไปไกล”
 
“โถ่วก็นึกว่ามีคนที่ชอบซะแล้ว”
 
'ก็ชอบโยชินั้นแหละ'
 
'ไม่ให้ยอมให้ชอบคนอื่นหรอก เพราะอาซาฮิต้องเป็นของเรา'
 
 
- จบ -
 
 
 
แวะมาพูดคุยกันสักหน่อย
 
สำหรับใครที่อ่านจนจบแล้ว ผมขอบคุณทุกคนมากจริงๆ ผมหวังว่าทุกคนจะชอบเรื่องนี้ และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแรกที่ผมแต่งและมาโชว์ในมุมโชว์ผลงาน สามารถคอมเม้น ชมและติ ได้ตามสบายเลยครับ เพราะผมนั้นก็รู้ตัวดีว่าไม่ได้แต่งเก่งอะไรเลย ในการใช้คำผมก็ยังรู้สึกแปลกๆด้วย แต่ก็ไม่รู้จะต้องใช้ยังไง แหะๆ เรื่องนี้ผมเคยคิดพอร์ตในหัวเล็กๆเมื่อปีที่แล้ว และมีโอกาสได้นำมาวาดมังงะในรายวิชาที่กำลังเรียนในโลกมักเกิ้ล ผมจึงทำเรื่องนี้ลองมาลงในไทยวิชดูบ้าง ผมไม่ได้หวังอะไรมาก หวังแค่ว่าได้ลงผลงาน ก็ชื่นใจแล้วครับ ฮาๆ จริงๆเรื่องนี้มันยาวและละเอียดมาก แต่ด้วยความจบในตอนผมเลยพยายามย่อให้ได้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เอาเป็นว่าผมจะมาอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อเรื่องแล้วกันนะครับ

 

  • เมื่ออดีตก่อน โยชิและอาซาฮิ เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันมาตั้งแต่ยังเรียนประถม สนิทกันมานาน
  • จนจวบเข้าเรียนม.ต้น อาซาฮิ ก็เริ่มมีความรู้สึกดีๆกับโยชิ
  • พอเข้าม.ปลาย อาซาฮิ ก็รู้ตัวเองแล้วว่าชอบโยชิ แต่ไม่ยอมบอกโยชิสักที
  • ส่วนโยชินั้นก็มีความรู้สึกดีๆให้กับอาซาฮิในช่วงเวลาเดียวกัน
  • หลังจากจบม.ปลาย ได้มีการจัดงานเลี้ยงสำหรับนักเรียนที่จบไป อาซาฮิเลยจะบอกความรู้สึกทั้งหมดที่มีต่อโยชิในวันนั้น
  • เหตุผลที่ทำไมอาซาฮิถึงต้องบอกความรู้สึก เพราะโยชินั้นจะต้องย้ายไปเรียนต่างประเทศ ทางครอบครัวไม่อยากให้เรียนมหาลัยที่ไม่ดังในประเทศที่ตัวเองอยู่ (แบบว่าครอบครัวโยชิรวยมาก ต่างจากอาซาฮิโดยสิ้นเชิง อาซาฮิเลยจะเรียนมหาลัยที่ไม่ได้ดัง รึอะไรนัก แค่พาตัวเองจบได้ สู่อาชีพในอนาคต โยชิก็อยากจะเรียนตามอาซาฮิ เพราะว่าอยากอยู่ด้วย แต่พอไปบอกคนเป็นพ่อและแม่ ทางพ่อแม่โยชิก็ไม่ยอม โยชิจึงต้องจำใจยอมไปเรียนต่างประเทศ อาซาฮิก็เลยต้องบอกความรู้สึกทั้งหมดในวันนั้น)
  • และในวันเลี้ยงจบ โยชิเองก็จะบอกความรู้สึกตัวเองให้อาซาฮิรับรู้เหมือนกัน
  • แต่ไม่ทันที่อาซาฮิจะไปถึงงานเลี้ยง ก็ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตซะก่อน ในวัยเพียงแค่ 18 ปี
  • ผ่านมา 17 ปีต่อจากนั้น โยชิก็ได้แต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งและได้มีลูกชายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
  • อาซาฮิ ได้รับโอกาสให้ได้มาบอกความรู้สึกก่อนที่เขาจะตายไปอีกครั้ง
  • อาซาฮิไม่ใช่คนเดียวที่ได้รับโอกาส แต่ยังมีอีกหลายๆคนที่ได้รับโอกาสแบบนี้เช่นกัน
  • และจุดเกิดของการกลับมาของคนตาย คือสถานที่ ที่อาซาฮิ ตื่นขึ้นมาตามเนื้อเรื่อง
  • ลุงที่ช่วยอาซาฮิเอาไว้ ก็คือคนจากบนฟ้า (ไม่รู้จะใช้คำอะไรดี) ที่แปลงกายมาช่วยทุกๆคนที่ได้รับโอกาส
  • การกลับมา ไม่ได้กลับมาถาวร ไม่ได้อยู่ได้หลายวัน ถ้าเราไม่เจอคนที่เราตามหา ร่างของเราก็จะจางหายไปในที่สุด เวลาไม่ชัดเจน
  • ถ้าเกิดเราตามหาเจอ และทำสิ่งสุดท้ายที่อยากทำออกไป ก็เหมือนภารกิจเสร็จสิ้น ร่างกายก็จะหายไปเช่นเคย
  • อาซาฮิได้รับโอกาสกลับมา โดยกลับมายังร่างในอายุเดิมก่อนจะจากโลกไป ทำให้ อาซาฮิ และโยชิ ที่เจอกันช่วงท้าย อยู่ในวัยที่ต่างกัน
  • ชื่อ อาคิ ลูกของโยชิ มีชื่อเล่นเต็มๆว่า อาซาโนริ มาจากชื่อของตัวเอง โยชิโนชิและอาซาฮิคนรักของตัวเอง

ก็อธิบายคร่าวๆ? เอ๋มันคร่าวหรอวะ แหะๆ เท่านี้ครับผม จะได้รู้อะไรเพิ่มมากขึ้นครับ สำหรับวันนี้ โยธา คนดี คนเดิม ต้องขอตัวลาไปก่อน หวังว่าจะเอ็นจอยกันนะครับ

 

4e478124759ad7a040fabce425a73a0a.jpg

 

Muisc : King · Lauren Aquilina

 

 


  • Lonia K. Macdragulj (✔), Kelly B. Sutherland (✔) และ Reiki R. Macdragulj (✔) ถูกใจสิ่งนี้

K A N E M O T O Y O T H A ◦ S A P P H A R E A ◦ Y E A R 1 ◦ 3 6 5 2

3eDVHn1.png

iEgMpWQ.png

YdpKYfx.png

mEj0mKr.gif


#2 Lonia K. Macdragulj (✔)

Lonia K. Macdragulj (✔)
  • นักเรียนบ้านเบริลลีส
  • 20117 โพสต์
  • เลขประจำตัว 530

    • ไม้: แอช | ยาว: 9 3/4"
      แกนกลาง: เอ็นหัวใจมังกร
      ความยืดหยุ่น: ยืดหยุ่นดี
    เหรียญรางวัล
                  

โพสต์เมื่อ 26 August 2021 - 11:49 AM

ลองแวะเข้ามาอ่านดูค่ะ ภาษาอ่านไม่ยาก เพียงแต่ว่าอาจจะวกวนไปนิดนึงค่ะ ถ้าไม่อ่านที่อธิบายด้านล่างก็รู้เรื่อง แต่งง ๆ หน่อย ๆ ถ้าเกิดปรับตรงนี้ได้ เราว่าเวิร์๕เลย ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะคะ


  • Kanemoto Yotha ถูกใจสิ่งนี้

BzvwmfB.png

bAiZXpl.png

d6lYvNI.png

JXh8AtB.png


#3 Kanemoto Yotha

Kanemoto Yotha
  • นักเรียนบ้านแซฟฟาเรีย
  • 1361 โพสต์
  • เลขประจำตัว 7011

    • ไม้: ฮาเซล | ยาว: 9 3/4"
      แกนกลาง: เอ็นหัวใจมังกร
      ความยืดหยุ่น: ดีดตัว

โพสต์เมื่อ 26 August 2021 - 11:54 AM

ลองแวะเข้ามาอ่านดูค่ะ ภาษาอ่านไม่ยาก เพียงแต่ว่าอาจจะวกวนไปนิดนึงค่ะ ถ้าไม่อ่านที่อธิบายด้านล่างก็รู้เรื่อง แต่งง ๆ หน่อย ๆ ถ้าเกิดปรับตรงนี้ได้ เราว่าเวิร์๕เลย ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะคะ

 

ขอบคุณมากๆครับผม จะนำไปปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมนะครับ


K A N E M O T O Y O T H A ◦ S A P P H A R E A ◦ Y E A R 1 ◦ 3 6 5 2

3eDVHn1.png

iEgMpWQ.png

YdpKYfx.png

mEj0mKr.gif





0 สมาชิกกำลังอ่านกระทู้นี้

0 สมาชิก, 0 ผู้เยี่ยมชม, 0 สมาชิกที่ล่องหน